คำเตือน: เอนทรี่นี้ไม่มีการโกหกหรือการส่งเสริมให้พูดปดแต่อย่างใด

 

อันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมานะ 55 แต่หากจำเป็นผมก็พร้อมใช้หลักของคัมภีร์วิชามารที่ค่อยๆเกิดขึ้น จากประสบการณ์การเอาตัวรอด และชีวิตที่ผ่านมาสิบกว่าปีของผม เสริมเข้าไปในศิลปะการพูดและการเล่าเรื่องเพื่อผลลัพท์ที่ดีขึ้น

                ขอย้ำอีกครั้งไม่มีการโกหกหลอกลวงจากเอนทรี่นี้

                แน่ล่ะในชีวิตคนเรามันก็ย่อมมีเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตที่บีบบังคับ ที่กดดัน บางครั้งอาจจะต้องทำการบิดเบือนความจริงไปบ้าง

                แต่ยังไงนั่นก็ต้องไม่ใช่สาส์นลวงที่แต่งมาหลอกลวงผู้อื่น ไม่ใช่เรื่องโกหกปั้นน้ำเป็นตัว

แบบที่เหล่าชนชั้นบริหารชอบทำ

เราสามารถทำการบิดเบือนความจริงได้โดยง่ายดายและบางครั้งอาจจะทำให้เรามีเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีด้วยซ้ำ O_O ไม่มีใครจับพิรุธได้ เนื่องจากสิ่งที่เราเล่าเป็นความจริง

ลองพิจารณาคัมภีร์ฉบับนี้ดูบางครั้งมันอาจจะช่วยคุณได้

หลักการณ์นี้ที่จริงคือประโยคสั้นๆว่า

“ความจริงเสี้ยวเดียว”

 

แน่ล่ะการบอกเล่าบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องบอกผู้ฟังทุกเรื่องที่เรากระทำหรือเราคิด การเก็บความลับจากเหตุการณ์บางส่วนไว้จะทำการอัพเกรดคุณขึ้นมาเอง

 

ตัวอย่างที่ 1

 

วันนั้นโรงเรียนผมมีการเปิดสาธิตการยิงธนูขึ้น โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากภายนอกมาเป็นผู้สอน ด้วยความที่เราเคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อนก็ย่อมสนใจเป็นธรรมดา แต่น่าเสียดายนักเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปจำนวนนักเรียนที่สมัครนั้นก็เต็มอัตราแล้ว O_O

ปัญหานี้ถูกแก้ลงอย่างง่ายดายเมื่อผมเดินไปหาอาจารย์ที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้วบอกกับเขาว่า

“ผมเคยลงแข่งยิงธนูประเทศไทย และได้ที่ 7 ในรุ่นเยาวชนชายสมัครเล่นเลยนะ”

แน่นอนข้อความที่ผมพูดไปนั้นไม่ได้เป็นการโกหกให้เป็นบาปติดตัวแต่อย่างใด ผมแค่บอกความจริงอาจารย์คนนั้นไม่หมดเท่านั้น

ผมได้ที่ 7 ในการแข่งรุ่นเยาวชนชายสมัครเล่นจริง แต่จะมีผู้ใดกี่คนล่วงรู้ว่า คนที่ลงแข่งในประเภทนั้นที่จริงแล้วมี 9 คนเท่านั้น! และคนที่ 9 ดันไม่สบายมาไม่ได้ในวันนั้นเสียด้วย

        การพูดความจริงเสี้ยวเดียวนั้นกลับทำให้ผมดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ =A=”

 

        นอกจากนี้แล้วอาจจะใช้ในเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่สอง

 

เคยเข้าห้องเรียนสายแล้วโดนครูถามว่าทำไมถึงมาสายกันมาบ้างใช่มั้ยล่ะครับนั่นสินะแม้จะนานๆครั้ง แต่บางครั้งที่เราเข้าเรียนช้าเพราะคุยกับเพื่อนเพลิน หรือ กินอาหารทำธุระที่ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเท่าไหร่นั้น

 เราสามารถอ้างอิงหลักการณ์ความจริงข้างเดียวมาใช้ได้ โดยที่เราไม่ได้โกหก ไม่ได้แต่งเรื่อง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแค่ต่างสถานที่ออกไปหน่อยเท่านั้น

วันหนึ่งผมเดินเข้าห้องเรียนชีววิทยา (อ้อ ลืมบอกว่าโรงเรียนผมเป็นแบบเดินเรียน = =) เปิดประตูเข้าไปหลังจากกริ่งดังไปแล้วประมาณสิบนาทีกว่าได้ แน่นอนล่ะครับอาจารย์ท่านก็หันมาถามคำถามสุดคลาสสิค

“ไปทำอะไรมา สิบนาทีกว่าแล้วนะ อยากโดนกักบริเวณมากใช่มั้ย?”

วันนั้นผมตอบไปว่า

“คุยเรื่องเรียนต่อครับ”

อาจารย์ท่านเงียบซักพัก ก่อนพยักหน้า แล้วผมก็ได้ไปนั่งที่ที่นั่งของผมตามปกติ

แน่นอนครับ อันที่จริงผมก็ไม่ได้ไปปรึกษาอาจารย์แนะแนวหรือนั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ไหน ก็แค่นั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนผมสองสามคนว่าจบม.ปลาย แล้วจะเรียนที่ไหนกันบ้างก็เท่านั้นเอง

 

        อีกซักข้อหนึ่งก็แล้วกัน

       

ตัวอย่างสุดท้าย

วันนั้นเป็นวันประชุมของโรงเรียน เป็นวันที่นักเรียนมัธยมทั้งหมดจะมานั่งรวมกันในหอประชุมพร้อมกับการแจกประกาศนียบัตร รางวัล และมีการพูดของครูเกี่ยวกับงานโรงเรียนและกิจกรรมต่างๆเล็กน้อย

        วันนั้นหัวหน้าครูประจำภาควิชาดนตรีเป็นคนขึ้นไปมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สอบผ่านตามหลักสูตรของ ABRSM โดยที่เรียงลำดับตามเกรด

        กล่าวคือตามหลักสูตรนี้ เกรด 1 จะต่ำที่สุดและเกรด 8 จะสูงที่สุด

        และวันนั้นผมเป็นคนเดียวที่ได้รับประกาศนียบัตรเกรด 8 ซึ่งจัดได้ว่าสูงที่สุดในการเรียนเปียโน หากไม่นับ Diploma ซึ่งเป็นการเรียนต่อในขั้นสูง

        ผมขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือของเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นน้อง และเดินลงมาพร้อมกับแผ่นกระดาษทรงคุณค่า

        หลังจากเลิกการประชุมเพื่อนที่สนิทกันก็เดินเข้ามาถามว่ามันคืออะไร

        “อ้อ ก็สอบผ่านเปียโนน่ะ”

        ผมตอบไปอย่างนั้น

        “ระดับสูงสุดแล้วเหรอ? ยากหรือเปล่า? เก่งนี่หว่า ! วู้วนักดนตรี”

        นั่นคือประโยคตอบรับที่หลาย ๆ คนบอกผม

        ใครจะไปรู้

        ว่าความจริงอีกเสี้ยวที่ถูกปิดบังไว้ ที่หัวหน้าอาจารย์ ครูที่สอนผม และพนักงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้บอกใครไว้

        คะแนนที่ผมได้นั้นคือ 100/150 คะแนน

        และบุคคลที่ได้ 100 คะแนนขึ้นไปเท่านั้นจึงผ่าน

 

        คาบเส้น ! >w<

 

        เห็นมั้ยล่ะครับว่ามันทำให้คุณดูดีขึ้น และขจัดปัญหาบางอย่างออกไปจากชีวิตคุณได้ดีแค่ไหน สำหรับคำสุดท้ายก่อนใช้วิชามารเหล่านี้คือ ควรใช้ในเฉพาะเหตุการณ์ที่ไม่มีผลพวงยืดเยื้อ หรือเหตุการณ์ที่เราต้องถูกซักถามอย่างละเอียด ย่างที่ผู้มีอำนาจในบ้านเราทำ

        ดังนั้น เชิญนำไปประยุกต์ใช้กันตามสะดวก

        -จบคัมภีร์ที่หนึ่ง-

               

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อืม... แสดงว่ามีอีกหลายคัมภีร์เลยสินะ...

บิดเบือนความจริง เหมือนจะใช้อยู่บ่อยๆ กร้าก
คัมภีร์เล่มต่อๆ ไปจะมีอะไรนะ =A=

#1 By warrantica on 2009-10-27 20:57

อะฮ้า สุดยอดไปเลยท่าน =w=b
เพิ่งรู้ความจริงเรื่องระดับ8ในวันนั้น 555+
ไอ้ตัวอย่าวแรกนี่หรูจริงๆ
แต่เราว่าอย่างที่2มันใช้กับ Hayes ไม่ได้แน่นอน TAT

#2 By Nijjy on 2009-10-27 22:22

คัมภีร์อันน่ากลัว =w=b!!
ทำไมเ้หมือนข้าพเจ้าจะรู้ความจริงทั้งหมดของข้อหนึ่งและสามล่ะ (ก๊ากก)
ไอ้ระดับแปดคาบเส้นเหมือนมีคนมาบ่นให้ฟัง =w=b!! 55 (ทางนี้ระดับห้าคาบเส้นนะ กากมาก ฮ่า ๆ )
ส่วนข้อสองเนื่องจากไม่อยู่เลยไม่รู้
นั่นสินะคุยเรื่องเรียนต่อ... เนียนจริง ๆ

คัมภีร์นี้แอบใช้บ่อยเหมือนกัน
ไม่ได้โกหก แค่บอกความจริงไม่หมดเท่านั้นเองเนอะ กร๊าก

#3 By มกจัง on 2009-10-28 04:41

คัมภีร์ชื่อน่าสนใจมากกก..

#4 By ::Cooolkid99:: on 2009-10-28 20:30