คัมภีร์วิชามารที่ 1: บิดเบือนความจริง
posted on 27 Oct 2009 20:47 by rephier
คำเตือน: เอนทรี่นี้ไม่มีการโกหกหรือการส่งเสริมให้พูดปดแต่อย่างใด
อันที่จริงแล้วผมเป็นคนที่ค่อนข้างตรงไปตรงมานะ 55 แต่หากจำเป็นผมก็พร้อมใช้หลักของคัมภีร์วิชามารที่ค่อยๆเกิดขึ้น จากประสบการณ์การเอาตัวรอด และชีวิตที่ผ่านมาสิบกว่าปีของผม เสริมเข้าไปในศิลปะการพูดและการเล่าเรื่องเพื่อผลลัพท์ที่ดีขึ้น
ขอย้ำอีกครั้ง…ไม่มีการโกหกหลอกลวงจากเอนทรี่นี้
แน่ล่ะในชีวิตคนเรามันก็ย่อมมีเหตุการณ์หลายๆอย่างในชีวิตที่บีบบังคับ ที่กดดัน บางครั้งอาจจะต้องทำการบิดเบือนความจริงไปบ้าง
แต่ยังไงนั่นก็ต้องไม่ใช่สาส์นลวงที่แต่งมาหลอกลวงผู้อื่น ไม่ใช่เรื่องโกหกปั้นน้ำเป็นตัว
แบบที่เหล่าชนชั้นบริหารชอบทำ
เราสามารถทำการบิดเบือนความจริงได้โดยง่ายดายและบางครั้งอาจจะทำให้เรามีเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีด้วยซ้ำ O_O ไม่มีใครจับพิรุธได้ เนื่องจากสิ่งที่เราเล่าเป็นความจริง
ลองพิจารณาคัมภีร์ฉบับนี้ดู…บางครั้งมันอาจจะช่วยคุณได้
หลักการณ์นี้ที่จริงคือประโยคสั้นๆว่า
“ความจริงเสี้ยวเดียว”
แน่ล่ะการบอกเล่าบางครั้งเราก็ไม่จำเป็นต้องบอกผู้ฟังทุกเรื่องที่เรากระทำหรือเราคิด การเก็บความลับจากเหตุการณ์บางส่วนไว้จะทำการอัพเกรดคุณขึ้นมาเอง
ตัวอย่างที่ 1
วันนั้นโรงเรียนผมมีการเปิดสาธิตการยิงธนูขึ้น โดยเชิญเจ้าหน้าที่จากภายนอกมาเป็นผู้สอน ด้วยความที่เราเคยเล่นกีฬาชนิดนี้มาก่อนก็ย่อมสนใจเป็นธรรมดา แต่น่าเสียดายนักเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปจำนวนนักเรียนที่สมัครนั้นก็เต็มอัตราแล้ว O_O
ปัญหานี้ถูกแก้ลงอย่างง่ายดายเมื่อผมเดินไปหาอาจารย์ที่รับผิดชอบเรื่องนี้แล้วบอกกับเขาว่า
“ผมเคยลงแข่งยิงธนูประเทศไทย และได้ที่ 7 ในรุ่นเยาวชนชายสมัครเล่นเลยนะ”
แน่นอนข้อความที่ผมพูดไปนั้นไม่ได้เป็นการโกหกให้เป็นบาปติดตัวแต่อย่างใด ผมแค่บอกความจริงอาจารย์คนนั้นไม่หมดเท่านั้น
ผมได้ที่ 7 ในการแข่งรุ่นเยาวชนชายสมัครเล่นจริง แต่จะมีผู้ใดกี่คนล่วงรู้ว่า คนที่ลงแข่งในประเภทนั้นที่จริงแล้วมี 9 คนเท่านั้น! และคนที่ 9 ดันไม่สบายมาไม่ได้ในวันนั้นเสียด้วย…
การพูดความจริงเสี้ยวเดียวนั้นกลับทำให้ผมดูดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ =A=”
นอกจากนี้แล้วอาจจะใช้ในเหตุการณ์ดังต่อไปนี้
ตัวอย่างที่สอง
เคยเข้าห้องเรียนสายแล้วโดนครูถามว่าทำไมถึงมาสายกันมาบ้างใช่มั้ยล่ะครับ…นั่นสินะ…แม้จะนานๆครั้ง แต่บางครั้งที่เราเข้าเรียนช้าเพราะคุยกับเพื่อนเพลิน หรือ กินอาหารทำธุระที่ไม่ใช่ข้ออ้างที่ดีเท่าไหร่นั้น
เราสามารถอ้างอิงหลักการณ์ความจริงข้างเดียวมาใช้ได้ โดยที่เราไม่ได้โกหก ไม่ได้แต่งเรื่อง แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง…แค่ต่างสถานที่ออกไปหน่อยเท่านั้น
วันหนึ่งผมเดินเข้าห้องเรียนชีววิทยา (อ้อ ลืมบอกว่าโรงเรียนผมเป็นแบบเดินเรียน = =) เปิดประตูเข้าไปหลังจากกริ่งดังไปแล้วประมาณสิบนาทีกว่าได้ แน่นอนล่ะครับอาจารย์ท่านก็หันมาถามคำถามสุดคลาสสิค
“ไปทำอะไรมา สิบนาทีกว่าแล้วนะ อยากโดนกักบริเวณมากใช่มั้ย?”
วันนั้นผมตอบไปว่า
“คุยเรื่องเรียนต่อครับ”
อาจารย์ท่านเงียบซักพัก ก่อนพยักหน้า แล้วผมก็ได้ไปนั่งที่ที่นั่งของผมตามปกติ…
แน่นอนครับ อันที่จริงผมก็ไม่ได้ไปปรึกษาอาจารย์แนะแนวหรือนั่งคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่ไหน ก็แค่นั่งคุยกับกลุ่มเพื่อนผมสองสามคนว่าจบม.ปลาย แล้วจะเรียนที่ไหนกันบ้างก็เท่านั้นเอง
อีกซักข้อหนึ่งก็แล้วกัน
ตัวอย่างสุดท้าย
วันนั้นเป็นวันประชุมของโรงเรียน เป็นวันที่นักเรียนมัธยมทั้งหมดจะมานั่งรวมกันในหอประชุมพร้อมกับการแจกประกาศนียบัตร รางวัล และมีการพูดของครูเกี่ยวกับงานโรงเรียนและกิจกรรมต่างๆเล็กน้อย
วันนั้นหัวหน้าครูประจำภาควิชาดนตรีเป็นคนขึ้นไปมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่สอบผ่านตามหลักสูตรของ ABRSM โดยที่เรียงลำดับตามเกรด
กล่าวคือตามหลักสูตรนี้ เกรด 1 จะต่ำที่สุดและเกรด 8 จะสูงที่สุด
และวันนั้น…ผมเป็นคนเดียวที่ได้รับประกาศนียบัตรเกรด 8 ซึ่งจัดได้ว่าสูงที่สุดในการเรียนเปียโน หากไม่นับ Diploma ซึ่งเป็นการเรียนต่อในขั้นสูง
ผมขึ้นไปบนเวทีพร้อมกับเสียงปรบมือของเพื่อนร่วมชั้นและรุ่นน้อง และเดินลงมาพร้อมกับแผ่นกระดาษทรงคุณค่า
หลังจากเลิกการประชุมเพื่อนที่สนิทกันก็เดินเข้ามาถามว่ามันคืออะไร
“อ้อ ก็สอบผ่านเปียโนน่ะ”
ผมตอบไปอย่างนั้น
“ระดับสูงสุดแล้วเหรอ? ยากหรือเปล่า? เก่งนี่หว่า ! วู้วนักดนตรี”
นั่นคือประโยคตอบรับที่หลาย ๆ คนบอกผม…
ใครจะไปรู้…
ว่าความจริงอีกเสี้ยวที่ถูกปิดบังไว้ ที่หัวหน้าอาจารย์ ครูที่สอนผม และพนักงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้บอกใครไว้
คะแนนที่ผมได้นั้นคือ 100/150 คะแนน
และบุคคลที่ได้ 100 คะแนนขึ้นไปเท่านั้นจึงผ่าน…
คาบเส้น ! >w<
เห็นมั้ยล่ะครับว่ามันทำให้คุณดูดีขึ้น
และขจัดปัญหาบางอย่างออกไปจากชีวิตคุณได้ดีแค่ไหน
สำหรับคำสุดท้ายก่อนใช้วิชามารเหล่านี้คือ
ควรใช้ในเฉพาะเหตุการณ์ที่ไม่มีผลพวงยืดเยื้อ หรือเหตุการณ์ที่เราต้องถูกซักถามอย่างละเอียด อย่างที่ผู้มีอำนาจในบ้านเราทำ
ดังนั้น เชิญนำไปประยุกต์ใช้กันตามสะดวก
-จบคัมภีร์ที่หนึ่ง-
บิดเบือนความจริง เหมือนจะใช้อยู่บ่อยๆ กร้าก
คัมภีร์เล่มต่อๆ ไปจะมีอะไรนะ =A=
#1 By warrantica on 2009-10-27 20:57